รู้จักเรา ติดต่อเรา บริการ พันธมิตร ข่าวสารน่ารู้

กรุณากรอก e-Mail Address ของท่านเพื่อรับข่าวสาร
จากทาง สมาคม

Username
Password
 
ต้นทาง
ปลายทาง
   ขอความช่วยเหลือเรื่องราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น 1 พ.ค.51

 
ที่ สกรท 0010/2551    ด่วนที่สุด                                                      

วันที่ 1 พฤษภาคม 2551

เรื่อง  ขอความช่วยเหลือเรื่องราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น

กราบเรียน  ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ผ่าน รองปลัดกระทรวงคมนาคม (นายปิยะพันธ์  จัมปาสุต)

                 ด้วยปรากฏว่าปัจจุบัน ราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้นถึงลิตรละ 33.94 บาท เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง ไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ซึ่งมีสมาชิกรวม 599 ราย เป็นเจ้าของรถโดยสารประมาณ 30,000 คัน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เจ้าของรถอาจจะต้องหยุดการเดินรถโดยปริยาย  เพราะไม่มีเงินซื้อน้ำมัน

                  สมาคมฯ ขอให้ ฯพณฯ พิจารณาให้ความช่วยเหลือดังต่อไปนี้

                  1. ปัจจุบันอัตราค่าโดยสารคิดคำนวณจากตารางค่าโดยสารที่อนุมัติโดยคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางในอัตราที่ 15 ( 54 สตางค์ ต่อ กิโลเมตร) แต่ราคาน้ำมันดีเซลราคาลิตรละ 33.94 บาท จะต้องใช้ อัตราที่ 20 ( 59 สตางค์ ต่อ กิโลเมตร) หรือเพิ่มขึ้นอีก 5 สตางค์ ต่อ กิโลเมตร สมาคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าถ้าขึ้นอัตราค่าโดยสารอีก 5 สตางค์ ต่อ กิโลเมตร จะทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการต้องได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก  ค่าครองชีพในขณะนี้ก็สูงขึ้นตามที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

                 ดังนั้น สมาคมฯ จึงขอใช้อัตราที่ 18 ( 57 สตางค์ ต่อ กิโลเมตร) เป็นฐานในการคิดคำนวณค่าโดยสาร

                 2. สำหรับส่วนที่ขาดไป 2 สตางค์ ต่อ กิโลเมตร สมาคมฯ ขอให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด งดเก็บค่าธรรมเนียม (ค่าขา) เป็นการชั่วคราว จนกว่าน้ำมันจะมีราคาขายปลีกอยู่ที่ลิตละ 30.82 บาท หรือจะมีการพิจารณาช่วยเหลือในแนวทางอื่น เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดไป 2 สตางค์ ต่อ กิโลเมตร

                 จึงกราบเรียนเพื่อโปรดพิจารณาตามคำร้องขอของสมาคมฯ ฉบับนี้ด้วย และกรุณาแจ้งผลการพิจารณาให้สมาคมฯ ได้ทราบโดยด่วนด้วย ก็จักเป็นพระคุณอย่างสูง

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

(นายพิเชษฐ์  เจียมบุรเศรษฐ์)

นายกสมาคม

 
   ขอให้พิจารณาปรับอัตราค่าโดยสาร 30 เมษายน 2551

 
ที่ สกรท 009/2551  ด่วนที่สุด                                    

วันที่ 30 เมษายน 2551

เรื่อง ขอให้พิจารณาปรับอัตราค่าโดยสาร

เรียน  อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

อ้างถึง 1. หนังสือสมาคมฯ ที่ สกรท 0005/2551 ลงวันที่  18 มี.ค.51

           2. หนังสือสมาคมฯ ที่ สกรท 0007/2551 ลงวันที่ 17 เม.ย.51

           ตามที่ สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ได้ร้องขอให้ท่านปรับอัตราค่าโดยสารตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น  รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่อ้างถึงนั้น

           ปรากฏว่า ราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันดีเซล ณ ปัจจุบันลิตรละ 33.94 บาท ซึ่งราคาค่าโดยสารต้องอยู่ที่อัตราที่ 20 และมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงอีกอย่างแน่นอน แต่ทางราชการก็ยังไม่มีการพิจารณาการขอปรับค่าโดยสารแต่อย่างใด

           และเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2551 สมาคมฯ ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 5/2550 ที่ประชุมมีมติว่าให้รอฟังผลการพิจารณาจากรัฐบาล ในการลดภาษีสรรพสามิต

           ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 ได้มีการประชุมระหว่าง กระทรวงการคลัง กับ กระทรวงพลังงาน เพื่อหาแนวทางโดยการลดภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซล โดยการประชุม ได้ข้อยุติว่ารัฐบาลไม่ลดภาษีสรรพสามิตตามที่เป็นข่าว เพราะที่ประชุมเห็นว่าราคาน้ำมันจะต้องสูงขึ้นอีก จึงเป็นการไม่สมควรที่รัฐบาลจะช่วยเหลือโดยการลดภาษีสรรพสามิต

                     ดังนั้น เมื่อได้ข้อยุติว่าผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล จึงเหลือหนทางสุดท้ายคือการปรับอัตราค่าโดยสาร โดยขอให้ปรับอัตราค่าโดยสารสำหรับรถหมวด 2, หมวด 3, หมวด 4 และ หมวด 1(ต่างจังหวัด)  ดังนี้

          1. รถมาตรฐาน 3 (รถธรรมดา) ขอใช้อัตราค่าโดยสารอัตราที่ 18 หรือเพิ่มอีก 3 สตางค์ ต่อกิโลเมตร ถึงแม้ราคาน้ำมันจะอยู่อัตราที่ 20 หรือเพิ่มอีก 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบจากค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป สมาคมฯขอยืนยันจะใช้อัตราที่ 18 เพื่อเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ของผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ

            สำหรับรถมาตรฐานอื่นๆ ขอให้ปรับอัตราค่าโดยสาร ดังนี้

รถปรับอากาศ ชั้น 2 (มาตรฐาน 2) ขอปรับ 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร

รถมาตรฐาน 1ข  (ป1) 42 ที่นั่งขอปรับ 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร

รถมาตรฐาน 1ข  (พิเศษ) 32 ที่นั่งขอปรับ 6 สตางค์ ต่อกิโลเมตร

รถมาตรฐาน 1ก  (VIP) 24 ที่นั่งขอปรับ 8 สตางค์ ต่อกิโลเมตร

              2.ส่วนที่ขาดไปสองอัตรา หรือ 2 สตางค์/กม. ขอให้ บขส. งดเก็บค่าธรรมเนียม (ค่าขา) ไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีการพิจารณาชดเชยส่วนที่ขาดไป

              3. ขอให้กำหนดอัตราค่าโดยสารขั้นต่ำในราคา 8 บาท เพราะในการปรับอัตราค่าโดยสารครั้งหลังสุด รถเหล่านี้ไม่ได้ปรับค่าโดยสารขั้นต่ำ

              สมาคมฯ ขอเรียนเพิ่มเติมว่า หากทางราชการไม่พิจารณาช่วยเหลือให้มีการปรับอัตราค่าโดยสารภายในระยะเวลาอันสั้น เจ้าของรถผู้ประกอบการก็จะไม่มีเงินทุนที่จะซื้อน้ำมัน และการวิ่งบริการก็จะต้องหยุดไปโดยปริยาย

              จึงขอให้ท่านพิจารณาโดยด่วน และขอความกรุณาช่วยแจ้งผลให้ สมาคมฯ ทราบโดยด่วนด้วย เพื่อที่สมาคมฯ จะแจ้งให้ผู้ประกอบการทั่วทุกภูมิภาคได้ทราบต่อไป

 ขอแสดงความนับถือ

(นายพิเชษฐ์  เจียมบุรเศรษฐ์)

นายกสมาคม

 
   ขอให้พิจารณาปรับอัตราค่าโดยสาร 17 เมษายน 2551

ที่ 0007/2551

วันที่  17 เมษายน 2551

เรื่อง  ขอให้พิจารณาปรับอัตราค่าโดยสาร

เรียน  ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

สิ่งที่ส่งมาด้วย  สำเนาหนังสือที่ สกรท 0005/2551 ลง 18 มี.ค.51

                 ตามที่สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ได้มีหนังสือร้องขอให้ท่านในฐานะเลขานุการคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง พิจารณาการขอปรับอัตราค่าโดยสารตามอัตราราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รายละเอียดปรากฏตามหนังสือที่ส่งมาด้วย นั้น

                 เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลได้เพิ่มขึ้นจากวันที่ได้ขอปรับข้างต้นอีกลิตรละ 1 บาท เป็นลิตรละ 31.94 บาท และสมาคมฯ ยังไม่ได้รับคำตอบในการพิจารณาขอปรับค่าโดยสาร อีกทั้งได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางทั่วประเทศว่าไม่สามารถทนแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้อีกต่อไป  เพราะการประกอบการต้องขาดทุนโดยมองไม่เห็นอนาคตว่าจะได้รับการเหลียวแลช่วยเหลือจากกรมการขนส่งทางบกแต่อย่างใด

                 ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมฯ จึงเกรงว่าหากทางราชการไม่พิจารณาปรับค่าโดยสารเร็ว ผู้ประกอบการก็จะหยุดการเดินรถ สมาคมฯจึงใคร่ขอให้ท่านช่วยพิจารณาการขอปรับอัตราค่าโดยสารโดยด่วน และขอให้ความกรุณาช่วยแจ้งผลให้สมาคมฯ ได้ทราบด้วย

                 จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

(นายพิเชษฐ์  เจียมบุรเศรษฐ์)

นายกสมาคม

 
   ขอความช่วยเหลือในการสนันสนุนการใช้ก๊าซ NGV

ที่ สกรท 0006/2551

วันที่  3 เมษายน 2551

เรื่อง  ขอความช่วยเหลือในการสนับสนุนการใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิง

กราบเรียน  ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

                   ด้วย สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง 599 คน ทั้งในส่วนที่เป็นรถร่วม บขส. และส่วนที่เป็นผู้ได้รับอนุญาตใบประกอบการด้วยตนเอง มีความประสงค์ขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีช่วยอนุเคราะห์สนับสนุนเกี่ยวกับการใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิง ดังรายละเอียดที่ขอกราบเรียนมา ดังนี้

                  1. เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลสูงถึง 31.44 บาท/ลิตร ผู้ประกอบการไม่สามารถทนรับภาระได้อีกต่อไป การเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันดีเซลเป็นก๊าซ NGV เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สามารถอยู่รอดและนำรถออกวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสารได้ ตามปกติ

                  2. การเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็น NGV ทำได้ 3 ลักษณะ

                      2.1 ดัดแปลงเครื่องเดิม ค่าใช้จ่ายประมาณ 3-5 แสนบาท

                      2.2 เปลี่ยนเครื่องใหม่เป็นเครื่องที่ใช้ก๊าซ NGV ค่าใช้จ่ายประมาณ 8 แสนถึง 1 ล้านบาท

                      2.3 เปลี่ยนรถใหม่เป็นรถที่ใช้ก๊าซ NGV ราคาคันละประมาณ 2-4 ล้านบาทจากต้นทุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่สูงมากผู้ประกอบการจึงไม่มีเงินทุนเพียงพอ

                 3. กระทรวงพลังงานเคยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนโดยนำเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนจำนวน 2 พันล้านบาท ตั้งเป็นกองทุนในการสนับสนุนโดยให้ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เป็นผู้บริหารกองทุนใช้ชื่อว่า “กรุงเทพฯ ฟ้าใสด้วย NGV”

                 กองทุนดังกล่าวให้กู้เฉพาะรถในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล  แต่รถที่วิ่งจากกรุงเทพ-ต่างจังหวัด (หมวด 2) หรือวิ่งระหว่างจังหวัด (หมวด 3) รวมตลอดทั้งรถหมวดอื่นๆ ที่วิ่งในต่างจังหวัด กลับไม่ได้รับการสนับสนุนให้กู้เงินจากโครงการดังกล่าวเพื่อเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นก๊าซ NGV ทั้งๆ ที่รถเหล่านี้มีจำนวนและปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่ารถในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นธรรมแล้วก็ดูเสมือนหนึ่งว่ารัฐบาลขณะนั้นที่ไม่ได้มาตามแนววิถีทางประชาธิปไตย ไม่ให้ความสนใจผู้ที่ประกอบอาชีพโดยสุจริตในส่วนภูมิภาค ให้ความช่วยเหลือเฉพาะรถในกรุงเทพฯ

                 4. ปัจจุบันนี้มีการตั้งปั้มก๊าซ NGV เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 2-3 ร้อยกิโลเมตร มีปั้มก๊าซ NGV ให้บริการทั้งปลายทาง และระหว่างทางแล้ว รถเหล่านี้จึงมีศักยภาพที่จะใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซล แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านเงินทุน

                 ด้วยเหตุแห่งข้อเท็จจริงดังที่ได้กราบเรียนมาข้างต้น สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย จึงขอให้ฯพณฯนายกรัฐมนตรี หาทางอนุเคราะห์ช่วยเหลือให้รถเหล่านี้มีโอกาสปรับเปลี่ยน มาใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือ ผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริตแล้ว ยังเป็นการลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศด้วย โดยขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นำเงินจากกองทุนน้ำมัน ตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนช่วยเหลือโดยให้ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นผู้บริหารกองทุน เช่นเดียวกันกับโครงการ “กรุงเทพฯ ฟ้าใส ด้วย NGV”

                 สุดท้ายนี้ สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ฯพณฯนายกรัฐมนตรี คงจะพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือรถโดยสารประจำทางทั่วประเทศอย่างทั่วถึง และเป็นธรรมและขอความกรุณาแจ้งผลให้สมาคมฯ ได้ทราบเพื่อที่ทางสมาคมฯ จะแจ้งผลให้สมาชิกทั่วประเทศได้ทราบต่อไป

                  จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

(นายพิเชษฐ์  เจียมบุรเศรษฐ์)

นายกสมาคม

 
   ขอปรับอัตราค่าโดยสาร 18 มีนาคม 2551

ที่ สกรท 0005/2551 ด่วนที่สุด

วันที่  18 มีนาคม 2551

 

เรื่อง  ขอปรับอัตราค่าโดยสาร

เรียน  ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

          ด้วยปัจจุบันราคาดีเซลได้ปรับราคาขายปลีกเป็นลิตรละ 30.94 บาท (เชลล์ 31.44 บาท) และก็มีแนวโน้มว่าน้ำมัน จะต้องปรับราคาสูงขึ้นอีก  ทั้งนี้เป็นไปตามราคาน้ำมันตลาดโลกที่ผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นดังเป็นที่ทราบกันทั่วไป นั้น

          สมาคมกิจการกิจการรถโดยสารประจำทางไทย จึงใคร่ขอปรับอัตราค่าโดยสารโดยขอเรียนข้อเท็จจริงมาดังนี้

          1. ราคาน้ำมันได้ปรับสูงขึ้น อีกทั้งฐานราคาน้ำมันที่ใช้คิดคำนวณค่าโดยสารก็คิดจากฐานราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ แต่รถหมวด 3 และหมวด 4 ต้องเติมน้ำมันตามราคาท้องถิ่น แม้แต่รถหมวด 2 วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ – ต่างจังหวัด ในเที่ยวขากลับ ก็ต้องเติมน้ำมันที่จังหวัดปลายทาง ซึ่งมีราคาขายปลีกสูงขึ้นตามระยะทางค่าขนส่งประมาณ 10 สตางค์ ต่อระยะทางจากกรุงเทพฯ 100 กิโลเมตร

           ดังนั้นการคิดราคาค่าโดยสารจากฐานราคาน้ำมันในกรุงเทพฯ จึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการเดินรถโดยสารประจำทางทุกหมวด

           2. การที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ราคาอะไหล่ต่างๆ ซึ่งจำเป็นในการเดินรถ ก็มีการปรับตัวสูงขึ้น เช่น ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ และอะไหล่อื่นๆ รวมตลอดทั้งราคาน้ำมันหล่อลื่นต่างๆ ด้วย

            3. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำก็มีการปรับตัวขึ้น เช่น กรุงเทพฯ ได้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นจาก 191 บาท/วัน เป็น 194 บาท/วัน ต่างจังหวัดก็ปรับตัวสูงขึ้น ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ(ฉบับที่ 8) ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2551 

      จากข้อเท็จจริงดังที่ได้เรียนมาข้างต้น จึงเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าต้นทุนในการเดินรถโดยสารประจำทางไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ,น้ำมันหล่อลื่น, อะไหล่ทุกชนิด รวมตลอดทั้งค่าครองชีพ และค่าแรงงาน ได้มีการปรับสูงขึ้น ผู้ประกอบการเดินรถโดยสารประจำทาง จึงประสบภาวะขาดทุนในการเดินรถและไม่สามารถทนแบกรับภาระดังกล่าวได้อีกต่อไป จึงใคร่ขอปรับค่าโดยสารตามมาตรฐานรถแต่ละประเภท ดังนี้

รถธรรมดา (มาตรฐาน 3) ขอปรับ 3 สตางค์ต่อกิโลเมตร

รถปรับอากาศ ชั้น 2 (มาตรฐาน 2) ขอปรับ 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร

รถมาตรฐาน 1ข(ป1) 42 ที่นั่ง ขอปรับ 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร

รถมาตรฐาน 1ข(พิเศษ) 32 ที่นั่ง ขอปรับ 6 สตางค์ ต่อกิโลเมตร

รถมาตรฐาน 1ก(VIP) 24 ที่นั่ง ขอปรับ 8 สตางค์ ต่อกิโลเมตร

              ดังนั้น จึงขอให้ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบกในฐานะเลขานุการคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้โปรดนำเรื่องการขอปรับค่าโดยสารตามที่สมาคมฯ ร้องขอเข้าพิจารณาในการประชุมขณะคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางโดยด่วนที่สุด เพราะหากเนิ่นช้าไป ผู้ประกอบการเดินรถโดยสารประจำทาง อาจจะต้องหยุดการเดินรถ ซึ่งผู้ประกอบการก็ไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้นแต่ด้วยเหตุแห่งความจำเป็น เพราะรายได้ไม่เพียงพอที่จะนำไปซื้อน้ำมัน

             จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาโดยด่วน และขอความกรุณาช่วยแจ้งผลให้สมาคมฯ ได้ทราบโดยด่วนด้วย

ขอแสดงความนับถือ

(นายพิเชษฐ์  เจียมบุรเศรษฐ์)

นายกสมาคม

 
 
 
 
 
 
 
 
 
Thaiwebster.com : ความสำเร็จของคุณ คือหัวใจของเรา
 
Copyright © 2004 THAIBUSBUSINESS.COM All rights reserved.